บทที่ 13 เมื่อเมียไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด

“หมายความว่าฉันยังไม่แน่ใจว่าพ่อพิชญาเป็นคนสร้างหนี้ทั้งหมดเอง”

มือของชายหนุ่มหยุดอยู่เหนือแฟ้ม

ศรุตเลื่อนเอกสารอีกชุดเข้ามา “อีกเรื่อง หลังพ่อเสีย พิชญาแทบไม่ได้ใช้เงินกับตัวเองเลย เงินที่มีถูกเอาไปจ่ายค่ารักษาแม่ ค่าใช้จ่ายในบ้าน เงินเดือนพนักงาน และประคองบริษัทไว้ก่อน ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวบางอย่างที่ได้จากพ่อ เธอก็เริ่มทยอยขาย”

อชิระเงียบไป ภาพหญิงสาวที่ยืนเถียงเขาในวันแรกปรากฏขึ้นมาในความคิด ฉันไม่ได้อยากแต่งกับคุณ ตอนนั้นเขาไม่เชื่อแม้แต่น้อย

“ยังมีอีกไหม”

“มี” ศรุตตอบ ก่อนนั่งลงตรงข้าม “คืนที่พ่อพิชญาเสีย มีเรื่องแปลกอยู่หนึ่งอย่าง”

ดวงตาคมเงยขึ้นทันที “อะไร”

“ก่อนรถเกิดอุบัติเหตุ คุณพิชิตเมธออกจากบ้านหลังได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง แต่เบอร์นั้นเป็นหมายเลขเติมเงิน เปิดใช้งานไม่นาน แล้วหลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่มีการใช้งานอีกเลย”

บรรยากาศในห้องเงียบลง อชิระค่อย ๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ “ตำรวจว่าไง”

“คดีปิดเป็นอุบัติเหตุ รถเสียหลักบนถนนเปียก ไม่มีหลักฐานว่ามีคู่กรณี”

“แล้วนายสงสัยอะไร”

“ฉันยังไม่สงสัยอะไรทั้งนั้น” ศรุตตอบอย่างระมัดระวัง “แต่ถ้านายให้ฉันสืบเรื่องครอบครัวเขา ฉันก็ต้องรายงานทุกอย่างที่เจอ”

อชิระก้มมองแฟ้มตรงหน้าอีกครั้ง

สิ่งที่เขาตั้งใจค้นหาในตอนแรกคือหลักฐานว่าพิชญาเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงินอย่างที่คิด เป็นคนที่พร้อมแต่งงานเพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากมรดก และอาจมีชีวิตอีกด้านซ่อนอยู่หลังใบหน้าที่ดูหยิ่งทะนงนั้น

แต่ข้อมูลที่วางอยู่ตรงหน้ากลับไม่ช่วยยืนยันความเชื่อของเขาเลยสักอย่าง ตรงกันข้าม มันกลับสร้างคำถามใหม่เพิ่มขึ้นทีละข้อ

ศรุตมองสีหน้าเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “จะให้สืบต่อไหม”

อชิระปิดแฟ้ม แล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“สืบต่อ” น้ำเสียงเย็นเฉียบกลับมาอีกครั้ง

“โดยเฉพาะคืนที่พิชิตเมธตาย ฉันอยากรู้ว่าใครเป็นคนโทรเรียกเขาออกจากบ้าน”

เพราะหากการตายของชายคนนั้นไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุอย่างที่ทุกคนเชื่อจริง ๆ...

บางทีเรื่องระหว่างตระกูลศิขรเมธินกับวราธิกุล อาจมีบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นได้

อชิระไม่ได้เปิดแฟ้มนั้นอีกในทันที เขาปล่อยให้ศรุตภัทรออกจากห้องไปก่อน แล้วจึงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานนานกว่าปกติ เอกสารกองเดิมวางอยู่ตรงหน้า ทว่าความสนใจทั้งหมดกลับหยุดอยู่ที่ชื่อของผู้หญิงคนเดียว

พิชญา ศิขรเมธิน

ชื่อที่ไม่กี่วันก่อนเขายังเชื่อว่าเข้าใจเจ้าของมันดีพอ ผู้หญิงที่ยอมแต่งงานกับคนแปลกหน้าเพื่อแลกกับมรดกก้อนใหญ่ ควรเป็นคนที่ให้คุณค่ากับเงินมากกว่าสิ่งอื่น แต่นับตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ในบ้าน เขากลับไม่เคยเห็นพิชญาเรียกร้องอะไรจากเขาเลยสักครั้ง

เสื้อผ้าที่ใช้ก็เป็นของเดิม รถของเขาเธอก็ไม่เคยขอ แม้แต่บัตรเสริมที่เลขาของเขาเตรียมไว้ให้ตามธรรมเนียมของบ้าน หญิงสาวยังวางคืนไว้บนโต๊ะพร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า ฉันมีเงินของตัวเองค่ะ

แล้วถ้าเธอเห็นแก่เงินจริงอย่างที่เขาคิด เหตุใดต้องดิ้นรนทำงานจนค่ำทุกวันด้วย

เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น อชิระรับสาย เลขารายงานกำหนดการประชุมช่วงบ่าย แต่ชายหนุ่มกลับตอบรับไปอย่างไม่มีสมาธิ ภาพพิชญาที่ก้มหน้าทำงานอยู่ชั้นล่างแวบเข้ามาในหัวโดยไม่รู้ตัว

ในเย็นวันเดียวกัน เขากลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติเล็กน้อย แสงไฟจากห้องรับประทานอาหารยังเปิดอยู่ พอเดินผ่านจึงเห็นพิชญานั่งอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์ มีเอกสารวางเต็มโต๊ะจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับถ้วยกาแฟ

หญิงสาวกำลังคุยโทรศัพท์ เสียงที่ใช้เบากว่าปกติจนเขาเกือบเดินผ่านไปแล้ว หากไม่ได้ยินคำว่าโรงพยาบาลเสียก่อน

“ค่ะ พรุ่งนี้พิชาจะโอนส่วนที่เหลือให้ก่อนเที่ยง...ไม่ค่ะ อย่าเพิ่งแจ้งคุณแม่นะคะ เดี๋ยวท่านกังวล”

อชิระหยุดฝีเท้า

พิชญาหันหลังให้เขา จึงไม่รู้ว่ามีคนยืนฟังอยู่ไม่ไกล

“เรื่องกายภาพให้ทำต่อเหมือนเดิมค่ะ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มพิชารับผิดชอบเอง...ค่ะ ถ้าหมอเห็นว่าจำเป็นก็ทำเลย ไม่ต้องลดอะไรเพราะเรื่องเงิน”

เธอวางสาย ถอนหายใจยาว ก่อนเปิดแอปธนาคารในโทรศัพท์แล้วจดตัวเลขบางอย่างลงสมุด

“ขาดเท่าไร”

เสียงของอชิระทำให้หญิงสาวสะดุ้ง เธอรีบคว่ำโทรศัพท์ลงแล้วหันมา “คุณมายืนตั้งแต่เมื่อไหร่”

“นานพอจะได้ยินว่าคุณกำลังหาเงินจ่ายโรงพยาบาล”

“ไม่ใช่เรื่องของคุณค่ะ”

อชิระเดินเข้ามาหยุดอีกฝั่งของโต๊ะ “เราแต่งงานกันแล้ว”

“แล้วยังไงคะ?”

“ค่าใช้จ่ายพวกนั้นให้เลขาผมจัดการได้”

พิชญามองเขานิ่ง ก่อนปิดคอมพิวเตอร์ “ไม่จำเป็นค่ะ ฉันไม่ได้อยากได้เงินคุณ”

“คุณกำลังขาดเงินไม่ใช่หรือ”

คำว่า ขาดเงิน ทำให้สีหน้าหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความทรงจำจากวันแรกที่เขาดูถูกเธอว่าแต่งงานเพราะมรดกย้อนกลับมาในทันที “ใช่ค่ะ ฉันขาดเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องแบมือขอจากคุณ แล้วให้คุณมาคอยด่าว่าฉันแต่งงานเพราะเงิน”

อชิระขมวดคิ้ว “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”

“คุณเคยหมายความแบบนั้นค่ะ”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เขานิ่ง

พิชญาเก็บเอกสารเข้ากอง “เงินของแม่ฉันจัดการเองได้ ต่อให้ต้องขายของที่มีทั้งหมด ฉันก็จะจัดการเอง”

“ขายอะไร”

หญิงสาวชะงักไปเพียงครู่หนึ่ง “ไม่เกี่ยวกับคุณ”

ครั้งนี้อชิระไม่ได้เถียง เพียงมองข้อมือว่างเปล่าของเธออย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่กี่วันก่อนเขายังเคยเห็นนาฬิกาเรือนหนึ่งอยู่ตรงนั้น นาฬิกาที่ดูจากรุ่นแล้วราคาคงไม่น้อย

พิชญาหอบเอกสารขึ้น “ฉันจะขึ้นห้องค่ะ”

“พิชญา”

เธอหยุดแต่ไม่หันกลับมา

อชิระอยากถามว่าเธอขายนาฬิกาไปแล้วหรือไม่ อยากถามว่าต้องการเงินอีกเท่าไร แต่สุดท้ายคำถามเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ เพราะเขารู้ดีว่าเพียงตนเอ่ยผิดอีกคำ ผู้หญิงคนนี้คงตีความว่าเขากำลังเหยียดหยามเธออีก

“ไม่มีอะไรครับ”

พิชญาหันกลับมามองอย่างแปลกใจ ก่อนเดินขึ้นชั้นบนไปโดยไม่ได้พูดอะไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป